นั่งทำงานแล้วปวดหลัง ควรเลือกเก้าอี้แบบไหน ?

ทำไมนั่งทำงานนาน ๆ แล้วถึงปวดหลังอาการปวดหลังจากการทำงาน มักเกิดจากพฤติกรรมการนั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • นั่งหลังงอหรือหลังค่อม
  • เก้าอี้ไม่มีพนักพิงรองรับหลัง
  • พนักพิงไม่รองรับช่วงเอว
  • ความสูงของเก้าอี้ไม่พอดีกับโต๊ะ
  • นั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ

เมื่อร่างกายไม่ได้รับการรองรับที่ถูกต้อง กล้ามเนื้อหลังจะต้องทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิดความเมื่อยล้า และกลายเป็นอาการปวดหลังในที่สุด

1. เก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีระ (Ergonomic)

เก้าอี้ Ergonomic คือเก้าอี้ที่ออกแบบมาให้รองรับสรีระของร่างกายโดยเฉพาะ ช่วยให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในท่าที่เหมาะสม และลดแรงกดที่หลังและเอว จุดเด่นของเก้าอี้ประเภทนี้ เช่น

  • พนักพิงโค้งรองรับแผ่นหลัง
  • รองรับช่วงเอว
  • สามารถปรับระดับต่าง ๆ ได้

เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานวันละหลายชั่วโมง

2. เก้าอี้ที่มีที่รองรับเอว (Lumbar Support)

บริเวณช่วงเอวเป็นจุดสำคัญของกระดูกสันหลัง หากเก้าอี้ไม่มีส่วนรองรับบริเวณนี้ เวลานั่งนาน ๆ หลังจะโค้งผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดได้ง่ายเก้าอี้ที่มี Lumbar Support จะช่วยพยุงช่วงเอวให้กระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

3. เก้าอี้ที่สามารถปรับความสูงได้

ความสูงของเก้าอี้มีผลต่อท่านั่งมาก หากเก้าอี้สูงหรือต่ำเกินไป อาจทำให้ต้องก้มตัวหรือยกไหล่โดยไม่รู้ตัวท่านั่งที่เหมาะสมควรเป็นแบบนี้

  • เท้าวางราบกับพื้น
  • เข่าทำมุมประมาณ 90 องศา
  • แขนสามารถวางบนโต๊ะได้พอดี

ดังนั้นเก้าอี้ที่สามารถปรับระดับความสูงได้จึงสำคัญมากสำหรับการนั่งทำงาน

4. เก้าอี้พนักพิงสูง

สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานทั้งวัน เก้าอี้พนักพิงสูงหรือมีที่รองศีรษะ จะช่วยรองรับต้นคอและบ่า ทำให้สามารถเอนพักได้เล็กน้อยระหว่างการทำงานช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 วิธีนั่งทำงานให้สบายหลังมากขึ้น

นอกจากการเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมแล้ว พฤติกรรมการนั่งก็สำคัญเช่นกัน เช่น

  • นั่งหลังตรงและพิงพนักเก้าอี้
  • วางเท้าให้เต็มพื้น
  • ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา
  • ลุกขึ้นยืดเส้นหรือเดินเล็กน้อยทุก 30–60 นาที

วิธีเหล่านี้ช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง และช่วยให้ทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ปวดหลัง